วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

บทคัดย่อบางบทความเกี่ยวกับภูฏาน (แปล)

ภูฏาน (Bhutan) เป็นประเทศที่หลายคนหลงใหลใฝ่ฝันจะไปเยือนสักครั้ง ด้วยภูมิประเทศที่ทอดตัวตามแนวเทือกเขาหิมาลัย มีวัฒนธรรมเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ขณะที่หลายคนยังตรึงตากับภาพเจ้าชายหนุ่ม จิกมี เคซาร์ นัมเกล วังชุก ซึ่งวันนี้ได้ก้าวขึ้นสวมบทประมุขตัวจริงของประเทศไปแล้ว 


ภาพจาก http://dxing.at-communication.com/en/a5_bhutan/ 
วัดบนผาสูงเช่นนี้ปรากฏอยู่ทั่วไปในภูฏาน
สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ส่งต่อตำแหน่งแก่เจ้าชายจิกมี เคซาร์ นัมเกล วังชุก
ภาพจาก http://www.boston.com/bigpicture/2008/11/bhutan_crowns_a_new_king.html

อย่างไรก็ดี ภูฏานในรอบครึ่งทศวรรษที่ผ่านมากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่สิ่งใหม่ๆหลายอย่าง โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปี 2008

บรรยากาศการติดป้ายก่อนการเลือกตั้งสาธิต (mock election) ปี 2007 ก่อนเลือกจริงๆในปี 2008
ภาพจาก http://www.theage.com.au/news/world/poll-may-make-bhutan-grossly-nationally-unhappy/2007/04/27/1177459979137.html 

การพัฒนาย่อมนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ภูฏานพยายามเปลี่ยนอย่างยั่งยืนและเป็นตัวของตัวเอง อันเนื่องมาจากตัวอย่างการพัฒนาของหลายๆประเทศที่ดูไม่น่าเดินตามสักเท่าไร ซึ่งเห็นได้ชัดจากแนวคิด GNH: Gross National Happiness หรือความสุขมวลรวมประชาชาติ ที่ถูกนำมาใช้แทน GDP หรือ GNP อย่างไรก็ดี ยังคงเป็นคำถามตามมาเสมอว่า ประเทศเล็กๆแห่งหุบเขาหิมาลัยจะสามารถก้าวไปยังจุดที่ตนต้องการได้หรือไม่ในกระแสโลกที่เชี่ยวกราก ซึ่งคำตอบคงไม่เกิดขึ้นในวันสองวัน หรือปีสองปีนี้เป็นแน่


การศึกษาเกี่ยวกับภูฏานในปัจจุบันมีมากขึ้น ทั้งโดยนักวิชาการในและต่างประเทศ แม้จะยังคงมีการคัดกรอง (censor) ภายในประเทศอยู่ก็ตาม ผู้เขียนได้แปลบทคัดย่อบางบทความที่น่าสนใจมาลงไว้ ความจริงอยากอ่านบทความเต็มๆ แต่ด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงจึงทำได้เพียงอ่านและแปลบทคัดย่อ ซึ่งน่าจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ต่อประเทศนี้ได้บ้าง



เนปาลและภูฏานในปี 2009: งานหนักในการเปลี่ยนผ่าน
มาเฮนทรา ลาโวติ (Mahendra Lawoti)

บทคัดย่อ

การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในเนปาลและภูฏาน เดินหน้าสู่ความท้าทายมากมายในปี 2009 ทั้งการรวมตัวของกองกำลังลัทธิเหมา (Maoist combatants) การแบ่งขั้วของเหล่าพรรคการเมือง การเรียกร้อง (assertion) ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เพิ่มขึ้น และกองกำลังติดอาวุธที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ได้ทำให้การร่างรัฐธรรมนูญและการมุ่งสู่ความมีเสถยีรภาพทางการเมืองล่าช้าออกไป ส่วนในภูฏาน การเรียกร้องสิทธิ์ทางสังคมต่อการจำกัดสิทธิ์และการเลือกปฏิบัติก็ได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน

Lawoti, Mahendra, ‘Nepal and Bhutan in 2009: Transition Travails?’, Asian Survey 50, 1 (2010), 164-72.



ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ภูฏาน: ภายใต้ม่านเงาของมิตรภาพอินเดีย-ภูฏาน
พรานาฟ คูมาร์ (Kumar, Pranav) 


ภูฏานอยู่ระหว่างสองมหาอำนาจเอเชียอย่างอินเดียและจีน ซึ่งภูฏานต้องจัดการรับมือให้ดี
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Bhutan_%E2%80%93_People's_Republic_of_China_relations
บทคัดย่อ

ในอดีต ปฏิสัมพันธ์ระหว่างภูฏานและจีนนั้นกระทำผ่านทิเบต แต่การเข้ายึดครองทิเบตของจีนและการลุกฮือในทิเบตทำให้ความหวั่นกลัวแทรกซึมเข้าสู่ภูฏาน อันเป็นเหตุให้ต้องปิดพรมแดนทางเหนือในปี 1960 อย่างไรก็ดี ภูฏานได้ปรับมาใช้นโยบายที่เปิดมากขึ้นในทศวรรษ 1970 และค่อยๆเพิ่มการติดต่อระหว่างเพื่อนบ้านทั้งสอง (ภูฏานและจีน - ผู้แปล) การพูดคุยเรื่องพรมแดนซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 1984 มีผลให้เกิดข้อตกลง (agreement) ในปี 1998  เพื่อคงไว้ซึ่งสันติภาพและความสงบสุขตามแนวชายแดน ขณะที่จีนและภูฏานไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตหรือการค้าตามกฎหมาย (legal trade) แต่ความสนใจของจีนต่อภูมิภาคเอเชียใต้รวมทั้งภูฏานก็ได้เติบโตขึ้น ดังนั้น ภูฏานจึงเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (dilemma) ในการไม่ทำให้กระทบความสนใจและความรู้สึก (sentiments) ของเพื่อนดั้งเดิมอย่างอินเดีย ขณะที่ในเวลาเดียวกันก็ต้องตอบสนองต่อการติดต่อและการแก้ปัญหาชายแดนอย่างสันติและเร่งด่วนกับจีน ในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและภูฏาน (Sino-Bhutanese relationship) ปัจจัยจากอินเดียยังคงเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด พลวัต (dynamics) ของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอินเดียและความสนใจและการดำเนินการทางยุทธศาสตร์ของอินเดียและจีนในบริเวณเทือกเขาหิมาลัยจะเป็นส่วนสำคัญมากต่อการร่างนโยบายต่างๆของภูฏานต่อจีน

Kumar Pranav, ‘Sino-Bhutanese Relations: Under the Shadow of India–Bhutan Friendship’, China Report 46, 3 (2010), 243-52.





ระบบคุณค่าทางพุทธศาสนา เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม: การวิเคราะห์แบบพหุระดับของความพยายามพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูฏาน
เจเรมี เอส. บรู๊คส์ (Brooks, Jeremy S.)


บทคัดย่อ


แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์มักปฏิเสธผลกระทบต่างๆของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจต่อวัฒนธรรมดั้งเดิม ขณะที่นักวิจัยบางคนชี้ว่าการพัฒนาช่วยให้ระบบคุณค่าต่อสิ่งแวดล้อม (environmental values) ดีขึ้น แต่ (นักวิจัย) คนอื่นๆยังคงยืนยันว่ามันคุกคามความเชื่อดั้งเดิมและบรรทัดฐาน (norms) ซึ่งโอบอุ้มความนับถือต่อสิ่งแวดล้อม ในบทความนี้ ผม (ผู้เขียนบทความ) พบว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจ ศาสนา และบรรทัดฐานในชุมชนเชื่อมโยงกับคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมอย่างไรใน 13 หมู่บ้าน ใน 3 ชุมชน ในภูฏาน การใช้การวิเคราะห์ทางสถิติการถดถอยโลจิสติกแบบพหุระดับ (multilevel logistic regression) วิเคราะห์ 4 ปัญหาเกี่ยวกับระบบคุณค่าต่อสิ่งแวดล้อม และพบว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจมากกว่าที่จะเป็นปัจจัยทางศาสนาที่เป็นตัวชี้นำที่เหนือกว่า (หรือมีผลมากกว่า ผู้แปล) ต่อคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนแนวคิด “การอนุรักษ์และการพัฒนา” และมากไปกว่านั้น  บรรทัดฐานของชุมชนดั้งเดิมได้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์เล็กน้อยกับระบบคุณค่าต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี บรรทัดฐานต่อสิ่งแวดล้อมในระดับชาติซึ่งเป็นผลจากความพยายามของรัฐบาลและบางส่วนวางอยู่บนพื้นฐานของหลักพุทธศาสนาอาจกำลังถูกทำให้ปรากฏออกมา แม้ว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจจะสำคัญอย่างชัดเจน แต่แนวคิดการพัฒนาของภูฏานชี้ให้เห็นฉันทามติในแนวดิ่ง (top-down commitment) ต่อสิ่งแวดล้อมที่แสดงออกด้วย (couched in) คำสอนทางศาสนาอาจช่วยสนับสนุนระบบคุณค่าต่อสิ่งแวดล้อมด้วย


Brooks, Jeremy S., ‘Buddhism, Economics, and Environmental Values: A Multilevel Analysis of Sustainable Development Efforts in Bhutan’, Society & Natural Resources: An International Journal 24, 7 (2010), 637-55.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น